|
เฉลยแบบฝึกหัด
ม.6 วิชา
ง 40205 พื้นฐานการสื่อสารข้อมูลและเครือข่าย ตอนที่ 1 จงตอบคำถามต่อไปนี้ 1.
องค์ประกอบสำคัญในการสื่อสารข้อมูล มีอะไรบ้าง 1) ข้อมูล 2) ผู้ส่งข้อมูล 3) ผู้รับข้อมูล 4) ตัวกลาง 2.
อะไรคือคุณสมบัติพื้นฐานของการสื่อสารข้อมูล คุณสมบัติพื้นฐานของการสื่อสารข้อมูล
มีอยู่ 3 ประการคือ 1. การส่งมอบข้อมูล (Delivery) ระบบจะต้องสามารถส่งข้อมูลไปยังปลายทางได้อย่างถูกต้อง
ข้อมูลที่ส่งไปจะต้องไปยังอุปกรณ์ตามจุดมุ่งหมายที่ต้องการ 2. ความถูกต้องของข้อมูล (Accuracy) ระบบต้องส่งข้อมูลได้ถูกต้องและแน่นอน อีกทั้งยังต้องสามารถแจ้งให้รับทราบในกรณีที่การส่งข้อมูลไม่ถูกต้อง สูญหาย หรือไม่สามารถใช้งานได้ 3. ระยะเวลาในการส่งข้อมูล (Timeliness) ระบบต้องส่งข้อมูลในเวลาที่เหมาะสม
คือ ข้อมูลที่ส่งไปยังปลายทางในระยเวลาที่สามารถนำไปใช้งานโดยปราศจากการหน่วงเวลา 3. บนระบบเครือข่ายโปรโตคอลจะหมายถึงอะไร เปรียบเสมือนภาษาที่ใช้ในการสื่อสารทำให้การสื่อสารของทั้งสองฝั่งตรงกันและถูกต้อง
ถ้าภาษาที่ใช้ในการสื่อสารไม่ตรงกัน ก็จะทำให้การสื่อสารในครั้งนั้นล้มเหลวได้ ในระบบเครือข่ายก็เช่นเดียวกัน
เมื่อนำอุปกรณ์ต่าง ๆ มาเชื่อมต่อกันในระบบเครือข่ายแล้วจะต้องมีวีธีการที่จะทำให้อุปกรณ์ต่าง ๆ
เหล่านั้นสามารถติดต่อสื่อสารกันได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ ซึ่งก็คือ โปรโตคอล ดังนั้นโปรโตคอล
(Protocol) คือ ระเบียบวิธีการที่ใช้ในการติดต่อสื่อสารของอุปกรณ์ต่าง ๆ
ในระบบเครือข่าย เพื่อให้อุปกรณ์ที่มีสถาปัตยกรรมต่างกัน
หรือใช้รหัสแทนข้อมูลต่างกัน สามารถสื่อสารกันได้
โดยโปรโตคอลมีหน้าที่ควบคุมการรับส่งข้อมูล 4.
อธิบายความหมายของเครือข่าย เครือข่ายคอมพิวเตอร์
คือ เครือข่ายของการสื่อสารข้อมูลอิเล็คทรอนิกส์
โดยเชื่อมต่อเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มาเชื่อมต่อเข้าด้วยกันผ่านตัวกลาง เครือข่ายนั้นอาจเป็นการเชื่อมต่อกันของเครื่องคอมพิวเตอร์เพียงสองเครื่องผ่านตัวกลางก็ได้
ขณะที่เครือข่ายขนาดใหญ่นั้นจะเครื่องคอมพิวเตอร์เชื่อมต่อเข้ามาเป็นจำนวนมากขี้น และอาจทำการเชื่อมต่อผ่านตัวกลางประเภทต่าง ๆ
มากขึ้นด้วย 5.
เกณฑ์ที่ใช้ในการวัดมาตรฐานของระบบเครือข่ายที่ดีนั้นมีอะไรบ้าง 1.
สมรรถนะของเวลาที่ใช้ในการส่งข้อมูล
(Transit Time) ซึ่งขึ้นอยู่กับปัจจัยดังนี้ -
จำนวนผู้ใช้ -
ชนิดของตัวกลาง -
ชนิดของตัวกลาง 2.
ความน่าเชื่อถือของการส่งข้อมูล
มีความแน่นอนของการส่งข้อมูลบนเครือข่ายด้วประเมินจากองค์ประกอบดังนี้ -
ความถี่ของความล้มเหลวของการส่งข้อมูลในระบบเครือข่าย -
ระยะเวลาในการกู้คืนข้อมูล -
ความคงทนต่อความล้มเหลว 3.
ความปลอดภัยของข้อมูล
ในเรื่องของการเข้าถึงของข้อมูล
การป้องกันบุคคลที่ไม่มีสิทธิในการเข้าถึงข้อมูล การรักษาข้อมูลจากไวรัสคอมพิวเตอร์ 6.
บอกความสำคัญและประโยชน์ของการใช้งานระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ เครือข่ายคอมพิวเตอร์เป็นกลุ่มของเครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่มีการเชื่อมต่อกัน
โดยมีตัวกลางเพื่อเชื่อการสื่อสารในเครือข่าย
ทำให้อุปกรณ์บนระบบเครือข่ายสามารถรับส่งข้อมูลระหว่างกันได้ และยังสามารถแชร์ทรัพยากรเพื่อใช้งานร่วมกันได้ 7.
อธิบายความหมายของมาตรฐานโดยพฤตินัย เป็นมาตรฐานที่กำหนดขึ้นมาเองจากการใช้งาน
อาจเป็นมาตรฐานที่ได้จากการใช้งานภายในกลุ่มองค์กร
ถ้าเป็นมารฐานที่บริษัทผู้ผลิตกำหนดขึ้นมาเองจะเรียกว่าระบบปิด
แต่ถ้าเกิดจากการสร้างมาตรฐานร่วมกันจากกลุ่มคนที่สนใจร่วมกัน
จะเรียกว่าระบบเปิด มาตรฐานนี้จะเป็นมาตรฐานที่กำหนดใช้เพื่อเชิงพานิชย์
หรือเพื่อการศึกษาโดยมักจะกำหนดเพื่อใช้งานภายในองค์กรเท่านั้น
มักไม่เปิดเผยสู่สาธารณะจึงไม่ค่อยเป็นที่นิยมนัก 8.
อธิบายความหมายของมาตรฐานโดยนิตินัย เป็นมาตรฐานที่กำหนดขขึ้นอย่างเป็นทางการ
อาจพัฒนาจากอุตสาหกรรมหรือจากคณะทำงาน
ของรัฐบาลที่ร่วมกันกำหนดมาตรฐานขึ้นมา
ซึ่งจะเป็นมาตรฐานที่มีองค์กรรับรองอย่างชัดเจน
โดยองค์การที่ทำการรับรองมาตรฐานนั้นจะเป็นองค์กรกลางที่ทำหน้าที่เฉพาะในการกำหนดมาตรฐานโดยเฉพาะ
เพื่อทำให้บริษัทต่าง ๆ ใช้ในการผลิตอุปกรณ์ต่าง ๆ ในการเชื่อมต่อระบบเครือข่าย ตอนที่ 2 จงเลือกคำตอบที่ถูกต้อง
บทที่
2 มาตรฐานการสื่อสาร ตอนที่ 1 จงตอบคำถามต่อไปนี้ 1.
จงยกตัวอย่างองค์กรกำหนดมาตรฐาน พร้อมหน้าที่งานแต่ละองค์กร ISO
(International Standard Organization หรือInternational
Organization for Standardization) เป็นองค์กรที่รวบรวมองค์กรมาตรฐานจากประเทศต่างๆ
130 ประเทศ ISO เป็นภาษากรีกหมายถึงความเท่าเทียมกัน
หรือความเป็นมาตรฐาน (Standardization) ISO ไม่ใช่องค์กรของรัฐ
มีจุดมุ่งหมายในการส่งเสริมให้มีมาตรฐานสากล
ซึ่งไม่เพียงแต่ในเรื่องที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีและการสื่อสาร
แต่ยังรวมไปถึงการค้า การพาณิชย์ และผลิตภัณฑ์อื่นๆ
สำหรับในส่วนของระบบเครือข่ายนั้น ISO เป็นผู้กำหนดมาตรฐานโครงสร้าง
7 เลเยอร์ของ ISO/OSI Reference Model นั่นเอง 2.
อะไรคือแบบร่าง ISO จงอธิบาย เป็นแบบร่างที่อธิบายการทำงานเกี่ยวกับการสื่อสารของคอมพิวเตอร์
อธิบายการทำงานในระดับชั้นภายใต้แบบร่าง
เพื่อให้มีความเข้าใจในพฤติกรรมการทำงานของคอมพิวเตอร์บนเครือข่ายภายใต้ภาวะต่าง
ๆ แบบจำลองของ
ISO เป็นขั้นตอนการสื่อสารข้อมูล
หรืออาจกล่าวได้ว่าเป็นมาตรฐานกลางในการสื่อสารในเครือข่ายที่เริ่มต้นจากการทำงานกับข้อมูลภายในเครื่องคอมพิวเตอร์
จนมาถึงระดับการแปลงข้อมูลเป็นสัญญาณไฟฟ้า
ซึ่งขั้นตอนเหล่านี้ก็จะแตกต่างกันไปตามประเภทของโปรโตคอล 3.
แบบจำลอง OSI ประกอบด้วยกี่ลำดับชั้น อะไรบ้าง มี
7 ลำดับชั้นดังนี้ 1. Physical layer Physical
Layer เป็นชั้นล่างสุดที่ว่าด้วยการติดต่อกับฮาร์ดแวร์
การกำหนดคุณทางกายภาพของสื่อประเภทต่าง ๆ ที่ใช้การรับส่งข้อมูล เช่น
ใช้สายสัญญาณแบบไหน มีความเร็วในการรับส่งข้อมูลเท่าไร เป็นต้น
ข้อมูลที่รับส่งในชั้นนี้จะเป็นข้อมูลในระดับฮาร์ดแวร์
ซึ่งจะเห็นเป็นทีละบิตเรียงต่อกันไปในลักษณะของ 0
หรือ 1 2.
Data link layer Data
Link Layer เป็นชั้นที่ว่าด้วยการรวบกลุ่มเข้าด้วยกันเป็นชุดที่เรียกว่า
เฟรม (Frame) เพื่อเตรียมส่งออกทางเครือข่ายโดยผ่ายทาง
Physical Layer นอกจากนี้ยังทำหน้าที่ตรวจสอบและแก้ไขข้อผิดพลาดของข้อมูลที่มาจากระดับของ
Physical Layer 3. Network
layer Network
Layer เป็นชั้นที่ว่าด้วยการแยกแยะความแตกต่างของคอมพิวเตอร์แต่ละตัวในเครือข่ายโดยอาศัยโดยอาศัยหมายเลขประจำเครื่องหรือ
Address และยังกำหนดเส้นทางในการวิ่งของข้อมูลในเครือข่ายจากต้นทางถึงปลายทาง
ข้อมูลในชั้นนี้จะเรียกว่า แพ็กเก็ต
(Packet) 4. Transport
layer Transport
Layer เป็นชั้นที่ว่าด้วยการแบ่งข้อมูลที่ได้รับมาจาก Session
Layer ที่โดยมากจะมีขนาดใหญ่ให้กลายเป็นแพ็กเก็ตที่มีขนาดคงที่ก่อนจะส่งต่อให้
Network Layer ส่วนในแง่ของการรับข้อมูล Transport
Layer จะทำการต่อคืนแพ็กเก็ตต่าง ๆ
ที่ได้รับให้อยู่ในรูปแบบของข้อมูลดั้งเดิม นอกจากนี้ยังมีการจัดการเกี่ยวกับแพ็กเก็ตอื่น ๆ อีก เช่น
การตรวจสอบและแก้ไขข้อผิดพลาด การจัดลำดับและการควบคุมความเร็วในการรับส่ง 5. Session
layer Session
Layer เป็นชั้นที่ว่าด้วยวิธีการจับคู่หรือเชื่อมโยงแอพพลิเคชั่นที่อยู่ต่างเครื่องกัน
เพื่อให้สามารถแยกแยะได้ว่าข้อมูลที่ได้รับมาควรจะเป็นของแอพพลิเคชั่นคู่ไหนได้
ทำให้เราสามารถเรียกใช้โปรแกรมสำหรับการสื่อสารพร้อมกันหลายตัวได้ เช่น
เราสามารถเปิดโปรแกรมบราวเซอร์ พร้อมกับอ่านอีเมล์ได้พร้อม ๆ กัน 6. Presentation
layer Presentation
Layer เป็นชั้นที่ว่าด้วยการจัดรูปแบบข้อมูลที่รับมาจาก Session
layer ให้อยู่ในรูปแบบที่แอพพลิเคชั่นแต่ละตัวสามารถเข้าใจได้ 7. Application
or client layer Application
Layer เป็นชั้นที่ว่าด้วยการติดต่อกับแอพพลิเคชั่นหรือโปรแกรมต่าง
ๆ เช่น บราวเซอร์ อีเมล์ FTP และ Telnet เป็นต้น 4.
ลำดับชั้นใดของแบบจำลอง OSI เกี่ยวข้องกับการเชื่อมต่อทางกายภาพ Physical
layer 1.
จงอธิบายการทำงานของ Physical Layer เป็นระดับชั้นที่ใช้เพื่ออธิบายคุณลักษณะการทำงานของสื่อที่ใช้สายสัญญาณต่าง
ๆ และครอบคลุมไปถึงอุปกรณ์เชื่อมต่อ รวมทั้งวิธีการเข้ารหัสสัญญาณต่าง ๆ
เพื่อให้สามารถแปลงข้อมูลในรูปแบบของบิตให้เป็นสัญญาณทางไฟฟ้า 2.
จงอธิบายการทำงานของ Transport Layer ระดับชั้นนี้มีหน้าที่สำคัญในการให้บริการการสื่อสารระหว่าง
Application ที่อยู่ต่างโหนด
เป็นโปรโตคอลที่ให้บริการการเชื่อมตอ่ทางตรรกะ (Logical
Communication) และการขนส่งข้อมูลไปมาระหว่างโฮสต์
(Host) หรือเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ติดตั้ง Application นั้นไว้ 3.
จงอธิบายความแตกต่างระหว่างโปรโตคอล TCP และ UDP - TCP (Tansmission
Protocol) เป็นโปรโตคอลที่อยู่ในระดับ Trasport
มีการเชื่อมต่อแบบ Connection Oriented คือ
การรับประกันว่าข้อมูลจะไปถึงปลายทางแน่นอน โปรโตคอล TCP
นั้นจะทำการส่งข้อมูลในลักษณะ Full duplex คือ
สามารถส่งและรับข้อมูลจากต้นทางและปลายทางพร้อมกันเหมือนการคุยโทรศัพท์ ข้อมูลที่ส่งไปยังปลายทางนั้น
เครื่องคอมพิวเตอร์ปลายทางจะต้องทำหน้าที่เรียงลำดับข้อมูลที่ส่งไปเอง
ทำให้สามารถรู้ได้ว่ามีข้อมูลใดที่หายไปหรือมีการส่งข้อมูลซ้ำหรือไม่ ในกรณีที่ข้อมูลสูญหาย
เครื่องคอมพิวเตอร์ปลายทางจะทำการแจ้งให้เครื่องคอมพิวเตอร์ต้นทางทำการส่งข้อมูลมาใหม่
แต่ถ้ามีการส่งข้อมูลซ้ำ เครื่องคอมพิวเตอร์ปลายทางจะทิ้งข้อมูลที่ซ้ำมา นอกจากนี้ TCP
ยังมีกลไกควบคุมการไหลของข้อมูล (Flow Control) เพื่อควบคุมจังหวะการรับส่งระหว่างสองฝ่ายให้เป็นไปอย่างราบรื่น - UDP (User Datagram Protocol) เป็นโปรโตคอลที่ใช้ในชั้น Trasport เช่นเดียวกับ TCP แต่ม่การเชื่อมต่อแบบ Connectioness ที่จะไม่การรับประกันว่าปลายทางได้รับข้อมูล โปรโตคอล
UDP นี้จะไม่ทกการเริ่มต้นการเชื่อมต่อ
ทำให้การเชื่อมต่อทำได้รวดเร็วเพราะไม่ต้องเสียเวลาในการเริ่มต้นการต่อ
ไม่การตรวจสอบ่าปลายทางได้รับข้อมูลหรือไม่
และไม่มีกลไกการควบคุมการไหลของข้อมูล (Flow Control)
เพราะโปรโตคอล UDP จะทำการส่งข้อมูลตามอัตราที่ Application
ส่งมา ซึ่งอัตราการส่งข้อมูลก็จะขึ้นกับความสามารถของตัวเครื่องเองด้วย แต่โปรโตคอล
UDP
จะถูกนำไปใช้กับงานมัลติมีเดีย มีความรวดเร็วในการทำงานที่สูงกว่า
และรองรับจำนวนผู้ใช้ที่มากกว่า เพราะไม่ต้องกำหนดเส้นทางที่จะใช้ตายตัว
นอกจากนี้ขนาดของแพ็กเก็ตก็เล็กกว่าด้วย 4.
เหตุใดที่โปรโตคอลไม่สามารถทำการส่งข้อมูลผ่านเครือข่ายที่เชื่อมด้วยเราเตอร์ได้
จงอธิบาย เพราะการกำหนดคุณลักษณะของการใช้โปรโตคอล
เป็นประเภท NetBeui ซึ่งสามารถส่งข้อมูลไปมาระหว่างเครือข่ายได้แต่ไม่สามารถส่งข้อมูลผ่านเราเตอร์ได้ ตอนที่ 2
บทที่
3 การเชื่อมต่อเครือข่าย ตอนที่ 1. จงตอบคำถามต่อไปนี้ 1.
รูปแบบการเชื่อมต่อเครือข่ายมีกี่แบบ อะไรบ้าง 1.
การเชื่อมต่อแบบจุดต่อจุด (Point-to-Point)
การเชื่อมต่อแบบจุดต่อจุด จะมีอุปกรณ์เพียง 2 โหนดต่อ 1 link เท่านั้น 2.
การเชื่อมต่อแบบหลายจุด (Multipoint)การเชื่อมต่อแบบหลายจุด
(Multipoint) เป็นการเชื่อมอุปกรณ์มากกว่า 2 โหนด ต่อ 1 link หรือเรียกว่า
multidrop 2.
ในการเชื่อมต่อนั้น
ตัวกลางในการรับส่งข้อมูลนั้นมีอะไรได้บ้าง ตัวกลางการสื่อสารมี
2 ปรเภท 1.
ตัวกลางแบบมีสาย
คือตัวกลางที่มีลักษณะเป็นสายเชื่อมต่อระหว่างผู้ส่งกับผู้รับ ได้แก่ - สายส่งสัญญาณไฟฟ้า เช่น สายคู่ตีเกลียว ภายในประกอบลวดทองแดง 2 เส้น แต่ละเส้นมีฉนวนหุ้มแล้วนำมาพันเป็นเกลียว ได้แก่ สายโทรศัพท์ สาย
UTP - สายเคเบิลแกนร่วมหรือโคแอกเชียล - สายส่งสัญญาณแสง เช่น
เส้นใยนำแสง 2. ตัวกลางประเภทไร้สาย
ได้แก่ตัวกลางที่ไม่ใช้สาย
ตัวกลางประเภทนี้เป็นระบบตัวกลางที่ส่งเป็น คลื่นวิทยุ คลื่นไมโครเวฟ สื่อสาร ดาวเทียม 3. โทโพโลยี (Topology) คืออะไร โทโพโลยี (Topology)
คือ ลักษณะการเชื่อมต่อภายในเครือข่าย 4. โทโลโลยีแบบบัสนั้นจำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ที่เรียกว่า Terminator เพราะอะไร เพราะการเชื่อมต่อแบบบัส (Bus) จะใช้สายสัญญาณแบบโคแอกเชียล
ที่ปลายของทั้งสองฝั่งนั้นต้องมีอุปกรณ์ตัดสัญญาณที่จะสะท้อนกลับมา (Reflection) โดยจะใช้ ตัวหยุดสัญญาณ (Terminator) เพื่อลดการชนกันของสัญญาณ 5. ความแตกต่างระหว่างการเชื่อมต่อทางกายภาพกับทางตรรกะนั้นต่างกันอย่างไร การเชื่อมต่อทางกายภาพ
(Phisical Topology) คือ
การเชื่อมต่อที่มองเห็นได้ภายนอก และการเชื่อมต่อทางตรรกะ (LogicalTopology) โดยจะพิจารณาการทำงานของการเชื่อมต่อนั้น 6. โทโพโลยีแบบวงแหวนกับโทโพโลยีแบบบัสเหมือนกันอย่างไร และต่างกันอย่างไร ใช้สายสัญญาณแบบแกนร่วม
คือ สายโคแอกเชียล (Coaxial Cable) เป็นตัวเชื่อม
สํ าหรับระบบบัส เป็นระบบ
เทคโนโลยีที่คอมพิวเตอร์ทุกเครื่องเชื่อมโยงเข้ากับสายสัญญาณเส้นเดียวกัน คือ
เมื่อมีผู้ต้องการส่งข้อมูล ก็ส่งข้อมูลได้เลย
แต่เนื่องจากไม่มีวิธีการค้นหาเส้นทางที่ส่งว่างหรือเปล่า
จึงไม่ทราบว่ามีอุปกรณ์ใดหรือคอมพิวเตอร์
เครื่องใดที่ส่งข้อมูลมาในช่วงเวลาเดียวกัน จะทําให้เกิดการชนกันขึ้นและเกิดการสูญหายของข้อมูล
ผู้ส่งต้องส่งข้อมูล ไปยังปลายทางอีกครั้งหนึ่ง ทําให้เสียเวลามากจึงมีการพัฒนาระบบการรับส่งข้อมูลผ่านอุปกรณ์กลางที่เรียกว่า
ฮับ (Hub) และเรียกระบบใหม่นี้ว่า
เทนเบสที (10 base t) โดยใช้สายสัญญาณที่มีขนาดเล็กลงและราคาถูกซึ่งเรียกว่า
สายคู่บิตเกลียวชนิดไม่หุ้มฉนวน (Unshielded twisted pair :UTP) ทําให้การเชื่อมต่อนี้
มีลักษณะแบบดาววิธีการเชื่อมแบบนี้จะมีจุดศูนย์กลางอยู่ที่ฮับ
ใช้สายสัญญาณไปยังอุปกรณ์หรือคอมพิวเตอร์อื่น ๆ จุดเด่นของดาวตัวนี้ จะอยู่ที่
เมื่อมีการส่งข้อมูล จะมีการตรวจสอบความผิดพลาดว่า
อุปกรณ์ใดจะส่งข้อมูลมาบ้างและจะมีการสับสวิตซ์ให้ส่ง ได้หรือไม่ แต่เมื่อมีฮับเป็นตัวแบกภาระทั้งหมด ก็มีจุดอ่อนได้คือ ถ้าฮับเกิดเป็นอะไรขึ้นมา อุปกรณ์ต่อพ่วงอื่น ๆ หรือคอมพิวเตอร์ก็ไม่สามารถเชื่อมต่อกันได้อีก
ภายในฮับมีลักษณะเป็นบัสที่เชื่อมสายทุกเส้นเข้าด้วยกัน
ดังนั้นการใช้ฮับและบัสจะมีระบบการส่งข้อมูลแบบ
เดียวกัน และมีการพัฒนาเป็นมาตรฐาน กําหนดชื่อมาตรฐานนี้ว่า
802.3 ความเร็วในการส่งกําหนดไว้ที่
10 ล้านบิตต่อ วินาที และกําลังมีมาตรฐานใหม่ให้สามารถรับส่งสัญญาณได้ถึง
100 ล้านบิตต่อวินาที 7. โทโพโลยีแบบผสมนั้นมีข้อดีอย่างไร และเหมาะกับเครือข่ายแบบใด จงยกตัวอย่าง เป็นระบบการเชื่อมต่อของระบบเครือข่าย
แบบผสมซึ่งจะเป็นการออกแบบระบบเครือข่ายที่ใหญ่ขึ้น โดยในการวางระบบหรือ ออกแบบระบบนั้นมีปัญหา
ในเรื่องของระยะทางในการเดินระบบสายสัญญาณ เช่น
ถ้าเป็นการเดินระบบที่มีระยะทางไม่เกิน 100 เมตรภายในอาคารเดียวกัน
ก็จะมีการเดินระบบที่เป็นแบบ Star Topology และหากมีระยะ
ในการเชื่อมต่อเครื่องคอมพิวเตอร์ ที่ไกลขึ้นมากกว่าที่ระบบ Star จะทำได้ก็ต้องหันมาใช้ระบบ Bus เป็นการเชื่อมต่อด้วย
ซึ่งระบบ Bus เองนี้สามารถเชื่อมต่อได้ไกลสุดได้มากถึง 185
เมตร หรือ 500 เมตรขึ้นอยู่กับประเภทของสายสัญญาณ ที่ใช้เดินระบบว่าเป็นแบบไหน 8.
ประเภทของเครือข่ายนั้นมีกี่ประเภท
อะไรบ้าง ประเภทของเครือข่ายมี
3 ประเภท คือ 1.
LAN
( Local Area Network ) ระบบเครือข่ายระดับท้องถิ่น
เป็นเน็ทเวิร์กในระยะทางไม่เกิน 10 กิโลเมตร
ไม่ต้องใช้โครงข่ายการสื่อสารขององค์การโทรศัพท์
คือนะเป็นระบบเน็ทเวิร์กที่อยู่ภายในองค์กรหรืออาคารเดียวกัน 2.
MAN
( Metropolitan Area Network ) ระบบเครือข่ายระดับเมือง
เป็นเน็ทเวิร์กที่ต้องใช้ดครงข่ายของการสื่อสารขององค์การโทรศัพท์หรือการสื่อสารแห่งประเทศไทย
เป็นการติดต่อสื่อสาร กันในเมือง 3.
WAN
(Wide Area Network ) ระบบเครือข่ายระดับกว้างไกล
หรือ เรียกกันว่าเป็น World Wide ของระบบเน็ทเวิร์กโดยจะเป็นการสื่อสารกันในระดับประเทศ
ข้ามทวีปหรือทั่วโลก จะต้องใช้มีเดีย( Media )
ในการสื่อสารขององค์การโทรศัพท์ หรือการสื่อสารแห่งประเทศไทย
(คู่สายโทรศัพท์ dial-up line/ คู่สายเช่า leased
line/ISDN (Integrated Service Digital Network สามารถส่งข้อมูลให้ทั้งข้อมูลเสียงและภาพ
ในเวลาเดียวกัน)) ตอนที่ 2
บทที่
4 การส่งผ่านข้อมูล ตอนที่ 1 จงตอบคำถามต่อไปนี้ 1. ระบบสัญญาณที่ใช้ในการรับส่งข้อมูลนั้นมีกี่ชนิด อะไรบ้าง แตกต่างกันอย่างไร สัญญาณ ที่ส่งผ่านไปตามทิศทางการส่งข้อมูลแบ่งได้เป็น
2 ลักษณะคือ สัญญาณชนิดดิจิตอล
(ส่งเป็นรหัสเลขฐาน คือ 0, 1 ) สัญญาณชนิดอะนาลอก (ส่งสัญญาณแบบต่อเนื่อง) 2.
เราสามารถทำการแปลงระบบสัญญาณที่มีอยู่ได้หรือไม่ อย่างไร การแปลงสัญญาณข้อมูลนั้น
เราจะใช้อุปกรณ์ที่ชื่อว่า โมเด็ม (modem) มาจากรากศัพท์ของคำว่า
"Modulator / Demodulator" ซึ่งหมายถึงอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่
มอดูเลตและดีมอดูเลต
กล่าวคือแปลงสัญญาณกลับไปกลับมาระหว่างสัญญาณอานะลอกกับสัญญาณดิจิตอล 3. โมเด็ม (Modem)
มีส่วนช่วยในการรับส่งข้อมูลอย่างไร โมเด็มเป็นอุปกรณ์ที่เราจะใช้เมื่อมีการติดต่อระหว่าง
คอมพิวเตอร์กับอุปกรณ์รอบข้างที่อยู่ในระยะไกล เช่น เครื่องพิมพ์และคอมพิวเตอร์
เป็นต้น เราก็จะต้องทำการแปลงสัญญาณดิจิตอลจากคอมพิวเตอร์ให้เป็นสัญญาณ
อานะลอกเพื่อจะใช้ส่งข้อมูลผ่านทางสายโทรศัพท์และเมื่อถึงด้านรับก็จะแปลงสัญญาณอานะลอก
ที่ได้รับให้กลับมาเป็นสัญญาณดิจิตอลเหมือนเดิม การแปลงทั้งสองครั้งนี้ 4. Codec ย่อมมาจากอะไร ทำหน้าที่อะไร Codec ย่อมาจารก Coder/Decoder
เป็นอุปกรณ์ที่จะเป็นเพื่อใช้ในการแปลงข้อมูลจากอนาล็อกให้เป็นข้อมูลดิจิตอล
ด้วยเทคนิค Voice Digitalization นอกจากนี้ก็สามารถแปลงกับมาเป็นสัญญาณอนาลอกได้อีกด้วย 5.
หน่วยในการวัดความเร็วของการส่งข้อมูลมีอะไรบ้าง พร้อมคำอธิบาย Hertz
(Hz) : หน่วยวัดความถี่ของสัญญาณข้อมูลแบบ Analog โดยนับจำนวนรอบของสัญญาณที่เกิดขึ้นภายใน
1 วินาที (รอบ/วินาที) Bit
Rate : อัตราความเร็วในการส่งข้อมูลแบบดิจิตอล
วัดจำนวนบิตข้อมูลที่ส่งได้ในช่วงระยะเวลา 1 วินาที มีหน่วยเป็น Bit Per Second
(bps) 6.
จงอธิบายการทำงานของวิธีการส่งข้อมูลแบบขนาน (Parallel Transmission) การส่งแบบขนานนั้นจะทำการส่งข้อมูลทีละหลาย ๆ บิต เช่น ส่ง 10011110
ทั้ง 8 บิต ออกไปพร้อมกันโดยผ่านสายส่งข้อมูลที่มี 8 เส้น
ส่วนการส่งข้อมูลแบบอนุกรม ข้อมูลจะถูกส่งออก ไปทีละบิตต่อเนื่องกันไป
เช่นถ้าข้อมูลคือ 10011110 เลข 0 ทางขวามือสุดเป็นบิตที่ 1 เรียงลำดับไปจนครบ 8
บิต โดยการส่งนั้นจะใช้สายส่งเส้นเดียวเท่านั้น ดังภาพ
แสดงการส่งข้อมูลแบบขนานและแบบอนุกรม
ตัวอย่างการใช้งานที่เห็นชัดของการส่งข้อมูลแบบขนาน เช่น
การต่อเครื่องพิมพ์เข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งปกติจะใช้สายยาว 5 เมตร ถึง 10
เมตรเท่านั้นและตัวอย่างการส่งข้อมูลแบบอนุกรม เช่นการต่อเทอร์มินอลเข้ากับคอมพิวเตอร์แม่ที่อยู่ห่างกันสัก
100 เมตร ซึ่งทำให้ประหยัดสาย
ข้อดี คือ สามารถส่งข้อมูลได้รวดเร็ว
เพราะส่งครั้งละ 8 บิต ข้อเสีย คือ ใช่ส่งแต่เฉพาะใกล้ ๆ เท่านั้น ราคาแพง 7. บิตเรต (Bit rate) ต่างกับบอดเรต (Baud rate) อย่างไร Bit
Rate คืออัตราความเร็วในการส่งข้อมูลแบบดิจิตอล
วัดจำนวนบิตข้อมูลที่ส่งได้ในช่วงระยะเวลา 1 วินาที มีหน่วยเป็น Bit Per Second
(bps) ส่วน Baud
Rate เป็นการวัดจากสัญญาณที่ถูกเปลี่ยนในเวลา 1 วินาที (Baud
per second) 8. จงอธิบายการทำงานของการสื่อสารแบบสองทาง พร้อมยกตัวอย่าง เป็นการติดต่อสองทาง เป็นติดต่อกันได้สองทาง
กล่าวคือเป็นผู้รับข้อมูลและผู้ส่งข้อมูล ในเวลาเดียวกันได้ ตัวอย่างการใช้งานเช่น
การติดต่อระหว่างเทอร์มินอลกับคอมพิวเตอร์แม่
บางชนิดที่ไม่ต้องใช้เวลารอสามารถโต้ตอบได้ทันที หรือการพูดคุยทางโทรศัพท์
เป็นต้น ตอนที่ 2
บทที่
5 อุปกรณ์และสื่อกลางรับส่งข้อมูล ตอนที่ 1 จงตอบคำถามต่อไปนี้ 1.
การเลือกใช้ตัวกลางในการสื่อสารที่เหมาะสมมีปัจจัยใดบ้างที่ควรคำนึงถึง 1.
ต้นทุน (Cost) ได้แก่
ต้นทุนของอุปกรณ์สนับสนุนตัวกลาง ,
ต้นทุนการติดตั้งอุปกรณ์ 2.
ความเร็ว (Speed) 3.
ระยะทางและการขยาย 4. สภาพแวดล้อม 5. ความปลอดภัย 2.
สายโทรศัพท์ที่ใช้ในบ้านจัดเป็นสายเคเบิลชนิดใด สายใยแก้วนำแสง
(Fiber
Optic) 3.
สายเคเบิลแบบใยแก้วนำแสง (Fiber Optic) มีข้อดี และข้อเสียอย่างไร -
สามารถเดินสายได้ระยะไกล โดยเฉพาะในการติดตั้งระบบ LAN จะสามารถเดินสายใยแก้วนำแสงได้ไกล ตั้งแต่ 1 กิโลเมตร ถึง 10 กิโลเมตร -
ป้องกันสัญญาณรบกวนได้ดี -
มีความปลอดภัยจากการถูกดักฟังสูงเพราะไม่การแผ่สัญญาณแม่เหล็กออกมา - มีการลดทอนสัญญาณต่ำ จึงต้องมีการทวนสัญญาณซ้ำ - มีความทนทาน และคงทนต่อสภาพแวดล้อม - ส่งข้อมูลได้ในปริมาณมาก 4.
สายเคเบิ้ลแบบโคแอกเชียล (Coaxial) มีข้อดี และข้อเสียอย่างไร ลักษณะเด่นก็คือ
สามารถทำการส่งข้อมูลได้ในระยะไกลได้ดี และมีความทนทานต่อสัญญาณรบกวนได้ดี
เพราะมีฉนวนหุ้มอยู่ ส่วนจุดด้อย คือ ราคาสูง และสายที่มีขนาดใหญ่
ร่วมไปถึงขั้นตอนการติดตั้งที่ยาก ไม่สะดวกในการติดตั้งเอง 5.
การส่งสัญญาณแม่เหล็กแบบ Directional และ Omniderection แตกต่างกันอย่างไร 1.
Directional เป็นการส่งคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าแบบกำหนดทิศทางของสัญญาณ
ด้วยการโฟกัสคลื่นนั้น ๆ 2. Omniderection เป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าแบบกระจายรอบทิศทาง
โดยสัญญาณที่ส่งออกไปนั้นจะกระจายรอบทิศทางในการอากาศทำให้รับสัญญาณด้วยการตั้งเสาอากาศ 6. หน้าที่ของรีพีตเตอร์ คือ เป็นอุปกรณ์ที่ทำงานอยู่ในระดับ
Physical
Layer ใน OSI Model มีหน้าที่เป็นอุปกรณ์เชื่อมต่อสำหรับขยายสัญญาณให้กับเครือข่าย
เพื่อเพิ่มระยะทางในการรับส่งข้อมูลผ่านเครือข่ายให้ไกลออกไปได้กว่าปกติ
ข้อจำกัดของรีพีตเตอร์ คือ
ทำหน้าที่ในการส่งต่อสัญญาณที่ได้รับมาเท่านั้น
จะไม่มีการติดต่อกับระบบเครือข่าย และไม่รู้จักลักษณะของข้อมูลที่แฝงมากับสัญญาณเลย ทำหน้าที่คล้ายๆ
กับเครื่องขยายสัญญาณ เมื่อมีการส่งสัญญาณเข้ามาจากระยะทางไกล สัญญาณจะอ่อนลง รีพีตเตอร์จะทำการขยายสัญญาณ
เพื่อให้ได้ระยะทางที่เพิ่มมากขึ้น 7. Collision Domain คือ Collision
Domain คือ การสื่อสารระหว่างคอมพิวเตอร์สองเครื่องที่อยู่บนระบบเครือข่ายเดียวกัน
และจะทำให้คอมพิวเตอร์เครื่องอื่น ๆที่อยู่บนระบบเครือข่ายนั้น ๆ
ไม่สามารถสื่อสารกันได้
จนกว่าเครื่องคอมพิวเตอร์สองเครื่องที่สื่อสารกันนั้นจะทำงานเสร็จสิ้นไป หากว่าในระบบเชื่อมต่อเครื่องคอมพิวเตอร์ในจำนวนมาก
ๆ มี HUB จำนวนมาก
มีเครื่องที่ต้องการสื่อสารข้อมูลมากขึ้น
และฉะนั้นหากว่าไม่มีอุปกรณ์ที่มาทำการแยก Collision Domain แล้วละก็ในเวลาหนึ่ง ๆ
นั้นจะมีเครื่องคอมพิวเตอร์แค่สองเครื่องเท่านั้นที่จะสามารถสื่อสารกันได้
เขาจึงได้มีการพัฒนาอุปกรณ์ชนิดหนึ่งขึ้นมาเพื่อทำการแยก Collision
Domain ออกเพื่อให้ในหนึ่งระบบเครือข่ายนี้มีจำนวนคอมพิวเตอร์มากกว่า
1 คู่ที่สามารถส่งข้อมูลหากันได้ในเวลาเดียวกัน อุปกรณ์ที่มาทำการแบ่ง Collision
Domain นั้นคือ สวิตช์ (Switch) 8.
ถ้าเราต้องการเชื่อมต่อเครือข่ายหลายเครือข่ายเข้าด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นแลนกับแลน หรือแลนกับแวน
จะเลือกใช้เครื่องมือชนิดใดเป็นอุปกรณ์รับส่งข้อมูล เพราะอะไร อุปกรณ์ที่ใช้ในกรณีที่ต้องการเชื่อมต่อเครือข่ายหลายเครือข่ายเข้าด้วยกันคือ
เราเตอร์ (Rounter) ไม่ว่าจะเป็น LAN กับ LAN
หรือ LAN กับ WAN เราเตอร์จะทำการคัดเลือกเส้นทางเพื่อส่งข้อมูลไปยังปลายทาง
และรวมถึงการเปลี่ยนเส้นทางของข้อมูลในกรณีที่เส้นทางเดิมเกิดขัดข้อง ตอนที่ 2
บทที่
6 เทคโนโลยีระบบเครือข่าย ตอนที่ 1. จงตอบคำถามต่อไปนี้ 1.
การส่งสัญญาณแบบสแบนด์ (Baseband) และ บรอดแบนด์ (Broadband) แตกต่างกันอย่างไร Baseband เป็นสัญญาณดิจิตอล ที่เข้ารหัสแมสเชสเตอร์ ( Broadband
เป็นสัญญาณอนาลอก ซึ่งเข้ารหัส PSK (Phase-Shift Keying) เป็นส่งสัญญาณหลายช่องทาง
ข้อมูลที่ส่งจะส่งในช่วงความถี่ที่แตกต่างกันบนสายเส้นเดียวกัน 2. หารเราต้องการเชื่อมต่อระบบ Ethernet แบบ 10 Base5 ต้องเว้นระยะห่างแต่ละโหนดเท่าใด 500
เมตร 3.
จงอธิบายความแตกต่างระหว่าง
10Base5 และ10 Base2 10Base5 เป็นเครือข่ายอีเทอร์เน็ต ต้นแบบที่ใช้สาย Thick
Ethernet หรือจะเรียกว่า สายโคแอกเชียลแบบหนาก็ได้
สายที่ใช้จะมีชีลด์ที่หนาจึงทำให้สามารถป้องกันสัญญาณรบกวนได้
10 Base2 เป็นเครือข่ายที่พัฒนามาจาก10Base5
มีชื่อเรียกหลายชื่อว่า Thinnet Ethernet , Thinnet เป็นต้น โดยใช้สายโคแอกเชียลแบบบาง ทำให้มีต้นทุนและค่าใช้จ่ายในการติดตั้งต่ำกว่า
10Base5 1.
ข้อดีของการส่งสัญญาณแบบ Switch Etherner คือ ในการส่งข้อมูลจะมีการตรวจสอบตำแหน่งปลายทางก่อนเพื่อเลือกเส้นทางที่จะใช้ส่งข้อมูลไปยังปลายทางโดยมีรบกวนนสายสัญญาณเส้นอื่น 2.
Gigabit Ethernet คืออะไร เป็นเครือข่ายที่รองรับข้อความถึง
1,000 Mbps หรือ 1 Gbps โดยมีการเปลี่ยนแปลงขนาดของ Collision Domain
ลดลง รวมถึงการเปลี่ยนตัวกลางในการส่งข้อมูลและการเข้ารหัสสัญญาณข้อมูล 3.
การเชื่อมต่อระบบแบบ Gigabit Ethernet สามารถใช้สายเคเบิ้ลชนิดใดได้บ้าง -
ตัวกลางส่งข้อมูลด้วยสายใยแก้วนำแสง -
ตัวกลางส่งข้อมูลด้วยสายทองแดงแบบบิดเกลียว 4.
เราสามารถเชื่อมต่อเครือข่ายแบบไร้สายได้กี่วิธี อะไรบ้าง ต่างกันอย่างไร -
Ad hoc
เป็นการเชื่อมต่อไม่มีการใช้อุปกรณ์ที่เรียกว่า Access Point หรืออาจจะเรียกว่าการเชื่อมต่อแบบ Peer to Peer ก็ได้ -
Infrastructure เป็นการเชื่อมต่อเข้ากับเครือข่ายแบบมีสายเพื่อใช้งานร่วมกัน
โดยมีอุปกรณ์ที่เรียกว่า Access Point ที่ใช้เพื่อเชื่อมต่อเข้ากับเครือข่ายแบบมีสาย
และถ้าสถานที่มีบริเวณกว้างขึ้น ก็จำเป็นต้องเพิ่มจุด Access Point 5.
การเชื่อมต่อเครือข่ายแบบ Token Ring มีหลักการส่งข้อมูลอย่างไร เป็นเครือข่ายที่ใช้โทโพโลยีแบบวงแหวน โดยจะมีการควบคุมการเข้าถึงตัวกลาง (MAC : Media
Access Control) แบบ
Token Passing ตอนที่ 2
|